“..ท่านท้าวมหาราชท่านมาบอกว่า ท่านท้าวเวหน เป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราช ท่านคือ “ขุนไกร” บิดาของ “ขุนแผนหรือพระยากาญจนบุรี” อาตมาให้ช่างประเสริฐที่วัดท่าซุงปั้นรูปท่านไว้แต่ไม่มีแบบปั้น จึงบอกว่าให้ปั้นตามใจชอบ ช่างจึงปั้นรูปหน้าคล้ายลุงวงษ์พี่ชายของอาตมาที่ตาย และเคยอยู่ที่วัดท่าซุง
เมื่อปั้นเสร็จแล้วจึงนำกระดูกลุงวงษ์เข้าบรรจุไว้ ให้ชื่อว่า “นายวงษ์ สังข์สุวรรณ” ที่รูปนั้น แต่ความจริงเป็นรูปของ “ขุนไกร”
ที่ว่าเป็นรูปของท่านขุนไกรจริงๆ ก็เพราะว่า มีครั้งหนึ่งที่อาตมาไปกรุงเทพฯ ก็มีคนจะมาถ่ายรูปท่านขุนไกร คนที่อยู่วัดก็ดี พระก็ดี ไม่มีใครรู้จักท่านขุนไกร คนที่มาก็บอกว่าท่านขุนไกรไปเข้าทรงที่แม่สอด การเข้าทรงของท่านพูดอะไรก็ตรงไปตรงมา จริงทุกอย่าง แต่ทว่าพอเขาจะถ่ายรูปท่านก็บอก “มึงจะถ่ายอะไรวะ ถ่ายรูปเวลานี้ มึงก็ถ่ายรูปอีคนทรง มันจะติดกูได้อย่างไร รูปกูเขาปั้นไว้ที่วัดท่าซุง ห่างจากอำเภอเมืองไปประมาณ ๖ กิโลเมตร จังหวัดอุทัยธานี เขาปั้นไว้เหมือนเปี๊ยบเชียว ไปขอถ่ายที่นั่น”
พระที่วัดก็เลยบอกว่า รูปอื่นไม่เห็นมี มีแต่รูปปั้นคุณลุงวงษ์ เวลานั้นรูปปั้นใหญ่มีรูปเดียวยังไม่มีรูปใคร เขาก็ถ่ายภาพไป จึงได้ทราบว่า ท่านท้าวเวหน ก็คือท่านขุนไกรบิดาของท่านขุนแผนหรือท่านพระยากาญจนบุรี..”
