เว็บไซด์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยถ่ายทอดตามแนวทางที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานได้เมตตาสอนไว้

“..สมัยที่อาตมาอยู่ที่วัดชิโนรส เจ้าคุณสุวรรณเวที ให้หลวงพ่อไปเทศน์แทนที่ตำบลคอน หรือที่เขาเรียกว่าโคกดอกไม้ ได้ไปพักที่วัดศีรษะเมือง ตอนเย็นก็มานั่งอยู่ที่ศาลาการเปรียญ พระอาทิตย์ลับไปแล้วแต่แสงสว่างมากเหมือนกับเวลาบ่าย ๓ โมงเย็น จึงคิดในใจว่าบ้านนี้เขาอย่างไรกันนะ ในเมื่ออากาศสว่างอย่างนี้ทำไมเขาจึงจุดตะเกียงกัน ขณะที่นั่งมองไปมองมาด้วยจิตเป็นสุขเพราะอากาศโปร่ง ก็เห็นชาย ๒ คน รูปร่างใหญ่โตแต่มีสัดส่วนสมส่วนจริงๆ ลักษณะสวยมากสมศักดิ์ศรีเป็นชายชาตรี ผิวขาวเหลือง นุ่งผ้าพื้นใส่เสื้อแบบคนโบราณแบบเจ้า

เจ้ายี่พระยา มาเล่าถึงประวัติความเป็นมา

พอเดินเข้ามาถึงก็มายืนใกล้ๆ ข้างหน้า อาตมาก็ยืนขึ้น ศีรษะของอาตมาสูงแค่ราวนมของท่านเท่านั้นเอง ถามท่านว่า “ท่านคือใคร ชื่ออะไร” ท่านตอบว่า “ผมคือเจ้ายี่พระยา และคนนี้เป็นพระยา (จำชื่อไม่ได้) เป็นนักรบคู่พระทัย” ก็เลยถามท่านว่า “ท่านมาทำไม” ท่านก็ถามว่า “แล้วท่านมานั่งอยู่ทำไม” ก็บอกว่า “นั่งตากอากาศเย็นๆ ดี” และถามต่อว่า “เจ้ายี่พระยาเกี่ยวข้องอะไรกับอำเภอสรรคบุรี” ท่านก็บอกว่า “ในสมัยเมื่อผมเป็นลูกพระเจ้าแผ่นดินคือพระอินทราชา ผมเป็นเจ้าเมืองด่านอยู่ที่นี่ และเจ้าอ้ายพระยาเป็นพี่แต่เป็นลูกเลี้ยง ตั้งเมืองด่านอยู่ที่สุพรรณบุรี และเจ้าสามพระยาน้องชาย ตั้งเมืองด่านอยู่ที่ชัยนาท”

ถามท่าน “เวลานี้ท่านมาทำไม” ท่านก็บอกว่า “เห็นท่านมาที่นี่ผมก็มีความสนใจในท่าน” ถามว่า “สนใจอย่างไร” ท่านบอก “สนใจว่าท่านมาองค์เดียวและการมาของท่านก็มาดี มาเทศน์และอีกประการหนึ่งเมื่อตอนกลางวัน เห็นนั่งคุยกับชาวบ้าน ชาวบ้านมาหามากเขามีทุกข์ พยายามพูดให้เขามีความสุขเพราะเขาหาที่พึ่งไม่ได้” ก็เลยถามท่านว่า “เวลานี้ชาวบ้านเขาจุดตะเกียงกันทำไม จุดกันตั้งแต่ตอนกลางวัน” ท่านก็บอกว่า “ความจริงมันคํ่าแล้วครับ แต่ด้วยอำนาจของผมทำให้ท่านเห็นเหมือนกลางวัน” จึงหยิบนาฬิกาขึ้นมาดูเวลานั้นเป็นเดือน ๑๒ เกือบจะ ๒ ทุ่ม ถามท่านว่า “เวลานี้ท่านอยู่ที่ไหน”

ท่านตอบว่า “ท่านอยู่ชั้นจาตุมหาราช” ถามท่านว่า “เวลาที่ฆ่ากันตายมันน่าจะลงนรกเพราะจิตเป็นบาป ทำไมจึงไม่ลงนรก” ท่านตอบว่า “ในฐานะผมเป็นนักรบ นักรบสมัยก่อนเขามีความเคารพของศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ พระที่ห้อยคออยู่ เขานึกถึงทุกวันจนกระทั่งจิตเป็นฌาน ฌานก็คืออารมณ์ชิน ก่อนจะไปไหนก็ต้องยกพระขึ้นบูชาและอาราธนาก่อนจะไปไหน” ในเมื่อผมกับพี่ชายคือ เจ้าอ้ายพระยา ตกลงกันเรื่องทรัพย์สินไม่ได้ ก็ท้ารบกันตัวต่อตัว บังเอิญชะตาถึงฆาต เรียกว่า ชะตาถึงฆาตด้วยกันทั้งสองคน ฟันพร้อมกันขาดสะพายแล่งพร้อมกัน อาตมาถามว่า “พระที่คอไม่ช่วยหรือ”

ท่านตอบว่า เมื่อถึงวาระพระที่คอก็ช่วยไม่ได้ แต่ว่าในกาลก่อนๆ เรื่องมีดมีคมนี่รับรองว่าไม่เข้าแน่ ฉะนั้นก่อนที่จะไปรบ ก็ต้องอาราธนาพระก่อน ขณะที่เข้าปะทะกันก็นึกถึงพระ ในเมื่อนึกถึงพระจิตก็เป็นกุศล ตายจากคนจึงไม่ลงนรก ไปเกิดเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราช เป็นนักรบเช่นเดียวกัน

การที่นำเรื่องราวความเป็นมาของชีวิตที่ท่านเจ้ายี่พระยามาบอกให้ฟัง ก็ตรงกับที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนว่า “การตายนี้มีสภาพไม่สูญ ตายแล้วมีการเกิด ถ้ายังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด..”


ห้องสมุดธรรมะ